วันอาทิตย์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2556

::: ปฏิปทาแห่งหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ ข้อ๑:::

๑. หลวงปู่เป็นผู้มักน้อยสันโดษ

ของที่หลวงปู่ท่านใช้สอยไม่ว่าผ้าสบงจีวร ผ้าขนหนู กาน้ำ ฯลฯ ท่านไม่เปลี่ยนง่าย ๆ
ท่านจะใช้จนคุ้มค่าอย่างที่สุด อีกทั้งยังไม่สะสมของใช้
แม้แต่เศษวัสดุอย่างหนังยางรัดของ ท่านจะไม่ทิ้ง หากแต่จะรวบรวมเก็บไว้ใช้ประโยชน์

ท่านสอนให้ศิษย์ระมัดระวังเรื่องของสงฆ์
ทั้งไม่หยิบฉวยไปโดยพลการ และไม่ทำให้ข้าวของของสงฆ์ชำรุดเสียหาย เพื่อฝึกให้รับผิดชอบต่อของส่วนรวม
ที่สำคัญ ท่านไม่ต้องการเกิดเศษกรรมที่อาจทำให้มาวัดได้บุญไม่คุ้มบาป


::: คำสอนหลวงปู่ดู่ จำใว้ให้ขึ้นใจ :::

 "ข้าไม่มีศิษย์เอก  ไม่มีคนโปรด
ข้ารักศิษย์ทุกคนเหมือนกันหมด
ข้าอยู่กับทุกคน และช่วยเหลือเหมือนกัน
อยู่ที่ใครจะเข้าถึงข้าได้หรือไม่
หมั่นภาวนาเข้าไว้"
 
 


 

วันอังคารที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2556

แจกภาพหลวงปู่ จัดส่งฟรีไม่มีเงื่อนไข



+ + +ภาพหลวงปู่ พ่อแม่ครูอาจารย์ แจกฟรี จัดส่งถึงบ้านท่าน ลงชื่อที่อยู่ เพื่อขอรับภาพด้านล่าง แจกฟรี ไม่มีวันหยุด +++

+++ แจกภาพบารมีรวมพ่อแม่ครูอาจารย์และหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ พระผู้จุดประทีปธรรมกลางดวงใจ... แจกฟรีและจัดส่งถึงท่านฟรี โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆทั้งสิ้น +++

เนื่องในวันอาสาฬหบูชา (22 กรกฏาคม 2556)และวันเข้าพรรษา (23 กรกฏาคม 2556) ทางโครงการบ้านพระดีดี (พรหมปัญโญบูชา) ขอมอบภาพบารมีรวมพ่อแม่ครูอาจารย์ ภาพหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด ภาพหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ แด่ทุกท่านฟรี โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆทั้งสิ้น แจกไปเรื่อยๆไม่มีวันหมด เพื่อเป็นพุทธนุสติ แด่พุทธศาสนิกชนทุกท่าน

ท่านที่ขอรับภาพ กรุณาแจ้งชื่อและที่อยู่ของท่าน บนหน้าเพจหรือทางกล่องข้อความ เพียงเท่านี้ ทางโครงการบ้านพระดีดี (พรหมปัญโญบูชา) จะจัดส่งภาพถึงท่านทันที

ภาพขนาด 5*7 นิ้ว อัดด้วยกระดาษอาร์ตมันอย่างดี ไม่สามารถเลือกภาพได้ และทุกภาพมีคุณค่า สวยงามทุกภาพ

ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ช่วยแชร์ลิงค์นี้ออกไป เพื่อประโยชน์แก่พุทธศาสนิกชนโดยส่วนรวม ถือว่าท่านเป็นส่วนหนึ่งในการดำรงเผยแผ่พระพุทธศาสนา ขอให้ท่านมีความสุขและจำเริญในทางโลกและทางธรรมยิ่งๆขึ้นไป สาธุฯ

ดำเนินงานโดย โครงการบ้านพระดีดี (พรหมปัญโญบูชา)
45/1 ถ.ตรัสวงค์ ต.ฟ้าฮ่าม อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50000

----------------------------------------------------------------------

วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

พระคาถามหาจักรพรรดิ์


หลวงปู่กล่าวถึงเรื่อง 'คาถามหาจักรพรรดิ'



เคยมีลูกศิษย์ที่ทันสังขารหลวงปู่ดู่ท่านหนึง
สนทนากับหลวงปู่ถึงเรื่อง 'คาถามหาจักรพรรดิ'

............................................................

ลูกศิษย์ "หลวงพ่อเป็นผู้แต่งคาถาบูชาพระ คาถามหาจักรพรรดิ ใช่มั้ยครับ"

หลวงปู่ "สำเภาเขาสร้างพระพุทธรูป อยากได้คาถาบูชาพระ
ก็เลยมานึกเอาเอง มันจะผิดอยู่หน่อยหนึ่งตรงคำบูชาที่มี นะโมพุทธายะ
แล้วก็ ยะธาพุทโมนะ หรือแกว่าไง"
หลวงปู่ท่านถามเป็นนัยๆ

ลูกศิษย์ "ปกติ การตั้งองค์พระ การอธิษฐานให้เป็นพระ โบราณเขาใช้กันว่า

นะโมพุทธายะ ยะธาพุทโมนะ ดังการที่หลวงพ่อกล่าวเช่นนี้
ต้องการให้บูชาคาถาเกิดเป็นพระพุทธเจ้าปางมหาจักรพรรดิใช่ไหมครับ"

หลวงปู่ดู่ท่านพยักหน้ารับ ทั้งหลวงปู่ดู่ยังกล่าวต่อไปเกี่ยวกับบทบูชาพระที่นิยมนำมาเรียกกันว่าคาถาจักรพรรดิในปัจจุบันนี้อีกว่า


"คาถา บทนี้เป็นของดี หมั่นท่องไว้ทุกวัน ปกติเขาไม่ให้กันหรอกเพราะเขากลัวลูกศิษย์จะดีกว่าอาจารย์ แต่ข้าไม่เคยกลัวและไม่ปิดบัง ท่องให้ดีนะอีกหน่อยจะรวย เพราะมีการกล่าวถึงพระสิวลีผู้เป็นเลิศทางลาภไว้ด้วย อาบไปเสกไปก็ได้ กินข้าวก็ได้ ดีทั้งนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างที่ข้ามาบอกพวกแก ข้าทดลองมาแล้วทั้งนั้น เมื่อดีแล้วจึงมาบอก ดังนั้นทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ที่ศรัทธาและหมั่นฝึกฝนปฏิบัติ คนเราอยู่ดีๆจะให้รวยได้อย่างไร ต้องปฏิบัติเสียก่อน ดูอย่างข้าเมื่อก่อนต้องไปยืมเงินเขามาซื้อธูปเทียนใบชามาเลี้ยงแขก เดี๋ยวนี้ของกินของใช้มีใช้เกลื่อนกลาดไป เรามาพบไม้งามเมื่อขวานบิ่น แกว่าจริงไหมของดีของอร่อยกินก็ไม่ได้ ฟันไม่มี" หลวงพ่อหัวเราะ และยังเสริมอีกว่า


"คนเราต้องทำให้ดีเมื่อดีแล้วจึงรวย แล้วจะได้ไม่ซวย พระจะดีต้องหมดอยาก ถ้ายังอยากอยู่ก็ไม่ใช่พระดี"


คาถาบูชาพระที่หลวงปู่ดู่ท่านย้ำเอาไว้ให้หมั่นท่องไว้ทุกวันนั้น ต่อมาภายหลังมีลูกศิษย์นำไปสวด แล้วเห็นว่ากายทิพย์ทรงเครื่องเป็นมหาจักรพรรดิ และมีพลังงานขับเคลื่อนเป็นพิเศษทำนองนั้น จึงได้นำมากราบเรียนถามหลวงตาม้าในโอกาสที่หลวงตาลงมา กทม. วันหนึ่ง หลวงตาจึงไขความลับให้ฟังทั่วกันว่า ขณะที่สวดคาถามหาจักรพรรดินั้น ถ้าเทวดาผ่านมาก็จะเห็น แม้แต่ หนู หมา แมว บางครั้งก็สามารถเห็นมิตินี้ได้เช่นกัน


ทุกอย่างที่หลวงปู่ตั้งใจรวบรวมเอาไว้ในพระคาถา ดังที่หลวงตาได้อธิบายเอาไว้ จะมาปรากฏที่กายพลังงานของผู้สวดตลอดเวลาที่กำลังสวด ที่หลวงตาเรียกว่าจิตทำการบันทึกบุญเอาไว้ตลอดเวลา หรือหลังจากสวดแล้ว เจ้าตัวสามารถทรงอารมณ์นั้นเอาไว้ได้ กายพลังงานก็จะมีพลังงานต่างๆในพระคาถาปรากฏอยู่ พลังงานในพระคาถาเป็นอย่างนี้เอง หลวงปู่ดู่จึงได้เน้นย้ำเอาไว้ ให้ลูกหลานหมั่นสวดเป็นประจำ จะกินจะดื่ม จะอาบน้ำก็ดี หรือนึกขึ้นได้เมื่อใดสวดเมื่อนั้น ด้วยเกิดพลังงานบุญกุศลที่ยิ่งใหญ่มหาศาล


ที่หลวงปู่ไม่ได้แจงรายละเอียด รอเวลาเมื่อสิ่งเหล่านี้ได้มาปรากฏในผู้สวดแล้ว จึงนำมาถามถึงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับตนว่าเป็นสิ่งไรกัแน่....

เป็นการพิสูจน์คุณวิเศษของพระคาถาที่มีคุณประโยชน์ใหญ่หลวงแก่ผู้ที่สวดช่วย ทำให้ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนได้ในที่สุดหลวงปู่ท่านพูดน้อยแต่แฝงเอาไว้ด้วยนัย แห่งคุณประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ . . .

วันเสาร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

หลวงปู่ดู่ สอนเรื่อง"อย่าพูดมาก"



" อย่าพูดมาก"

“เวลาปฏิบัติ พอจะได้ดีหน่อย มันอยากจะพูด อยากจะเล่าให้ใครฟัง จริงไหมล่ะแก ข้ารู้ ข้าก็เคยเป็นมา”

หลวงพ่อท่านกล่าว แล้วเล่าเรื่องเป็นอุทาหรณ์ว่า

“มีพระองค์หนึ่งปฏิบัติจิตสงบดี แล้วเกิดนิมิตเห็นพระพุทธเจ้านับร้อยองค์เดินเข้ามาหา ท่านมีความปีติเอิบอิ่มยินดีมาก อยากจะเล่าให้หมู่เพื่อนทราบ ผลปรากฏว่าพระรูปนั้นทำสมาธิอีกเป็นเดือนก็ยังไม่ปรากฏจิตสงบดีถึงระดับที่ เคยนั้นเลย”

ถึงตรงนี้ ท่านสั่งเลยว่า
“แกจำไว้เลยนะ คนที่ทำเป็น เขาไม่พูด คนที่พูดนั่นยังทำไม่เป็น”

หลวงปู่ดู่ สอนเรื่อง"วิธีวางอารมณ์โดยการดูจิต"


 " แนะนำวิธีวางอารมณ์"

หลวงพ่อเคยพูดเสมอว่า     

“ผู้ปฏิบัติต้องหมั่นตามดูจิต รักษาจิต”

สำหรับคนที่ไม่เคยปฏิบัติแล้วไม่รู้จะดูที่ไหนอะไร จะดูอะไร รู้สึกสับสน แยกไม่ถูกเพราะไม่เคยดู ไม่เคยสังเกตอะไร เคยอยู่แต่ในความคิดปรุงแต่ง อยู่กับอารมณ์แต่แยกอารมณ์ไม่ได้ ยิ่งคนที่ยังไม่เคยบวช คนที่อยู่ในโลกแบบวุ่นวาย ยิ่งดูจิตของตนได้ยาก

หลวงพ่อได้เปรียบให้ผู้เขียนฟัง โดยท่านกำมือและยื่นนิ้วกลางมาข้างหน้าผู้เขียนว่า เราภาวนาทีแรกก็เป็นอย่างนี้ สักครู่ท่านก็ยื่นนิ้วชี้ออกมา สักครู่ก็ยื่นนิ้วนางพร้อมกับมือไหวเล็กน้อยและท่านก็ยื่นนิ้วหัวแม่มือและ นิ้วก้อย ตามลำดับออกมาจนครบ 5 นิ้ว ท่านทำมือโคลงไปโคลงมา เปรียบการภาวนาของนักปฏิบัติที่จิตแตก ไม่สามารถรวมใจให้เป็นหนึ่งได้

ผู้ฝึกจิตถ้าทำจิตให้มีอารมณ์หลายอย่างจนสงบไม่ได้และไม่เห็นสภาพของจิตตาม เป็นจริง ถ้าทำจิตใจให้ดิ่งแน่วแน่อยู่ในอารมณ์อันเดียวแล้ว จิตก็มีกำลังเปล่งรัศมีแห่งความสว่างออกมาเต็มที่ มองสภาพของจิตตามเป็นจริงได้ว่า อะไรเป็นจิตอะไรเป็นกิเลส อะไรควรรักษา อะไรที่ควรละ