วันพุธที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2557

:::ปฏิปทาหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ ข้อ๘:::

 รูปภาพ

๘. หลวงปู่ให้ความเคารพในสงฆ์

หลวงปู่จะวางตัวเป็นพระผู้น้อยในท่ามกลางคณะสงฆ์
ท่านให้ความเคารพกับคำว่า "สงฆ์" ท่านถือสงฆ์เป็นใหญ่ 
แม้กระทั่งปัจจัยและสิ่งของทุกอย่าง ที่มีคนนำมาถวายท่าน
ท่านก็จะให้ศิษย์รวบรวมส่งให้เจ้าอาวาส
เพื่อเข้าเป็นกองกลางของวัด (สงฆ์) ในทุก ๆ เย็น

:::ปฏิปทาหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ ข้อ๗:::

 รูปภาพ
๗.  หลวงปู่ท่านไม่พยากรณ์มรรคผลให้ใคร ๆ
           
หลวงปู่จะไม่พูดทำนายทายทัก หรือ พูดพยากรณ์
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพยากรณ์เรื่องมรรคผลของลูกศิษย์
หลวงปู่ไม่เคยบอกว่า ศิษย์คนไหนเป็นโสดา สกิทา อนาคา ฯลฯ
หลวงปู่ไม่เคยบอกว่า ใครปฏิบัติอีกกี่ชาติแล้วจะสำเร็จ
หลวงปู่ยืนยันว่า ท่านพยากรณ์ไม่ได้

ซึ่งหากเราพิจารณาให้ดีก็จะเห็นจริงตามท่าน
เพราะแค่จะรับรองตัวเองว่า
ในแต่ละวันขอให้มีความขยันในการเจริญสติให้สม่ำเสมอ
ก็ยังรับรองตัวเองไม่ได้เลย
นอกจากนี้ที่จะให้รับรองความศรัทธาของตัวเราเอง
ที่มีต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ครูบาอาจารย์
ให้มั่นคงตลอดไปก็ยังไม่แน่นอนเลย บางวันศรัทธามาก บางวันศรัทธาน้อย
บางวันขยันปฏิบัติ บางวันขี้เกียจปฏิบัติ บางวันรักษาใจได้ดี
บางวันเผลอสติจมจ่อมอยู่กับเรื่องโลก ๆ 
บางคนที่เคยเป็นผู้นำหมู่คณะ
ก็ยังสามารถเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่นได้เลย

เช่นนี้แล้ว ใครจะมารับรองใครได้
เว้นเสียแต่เป็นผู้ที่เที่ยงแท้
เช่นอย่างพระโสดาบันผู้มีศรัทธาในพระรัตนตรัยอย่างไม่หวั่นไหวแล้วเท่านั้น
ที่พระพุทธองค์สามารถพยากรณ์ได้ว่า
ไม่เกิน ๗ ชาติ ก็จะถึงฝั่งพระนิพพาน เป็นต้น

นอกจากนั้นแล้ว หากยังมีความลุ่ม ๆ ดอน ๆ เอาแน่นอนไม่ได้
ยามขยันก็เพียรจัด ยามขี้เกียจก็ทิ้งเลย
ยังเป็นผู้ติดสุข ติดสบาย และสามารถหาเหตุผลเข้าข้างกิเลสตัวเองได้สารพัด
เช่นนี้แล้วจะพยากรณ์ได้อย่างไร  

:::ปฏิปทาหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ ข้อ๖:::

รูปภาพ
๖. หลวงปู่วางตัวอย่างเป็นธรรมชาติ
           
หลวงปู่ท่านวางตัวเป็นธรรมชาติ ไม่แสร้งทำให้ใคร ๆ เห็นเป็นทำนองว่า ท่านสำรวมและเคร่ง
บางทีท่านหยิบบุหรี่มาสูบบ้างในยามที่ปลอดคน
บางทีท่านพูดชวนให้ผู้ฟังอารมณ์ดีหรือขำขันบ้าง 
แต่ท่านก็วางองค์ท่านพอเหมาะพอดี ประกอบกับด้วยบารมีธรรมเฉพาะองค์ท่าน
ดังนั้น ถึงแม้จะดูว่าท่านไม่ถือตัว
แต่ทุกคนก็ยังคงให้ความเคารพยำเกรง ไม่กล้าลามปามท่าน (ยกเว้นแต่ผู้ที่ยังหยาบอยู่มาก)

:::ปฏิปทาหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ ข้อ๕:::

รูปภาพ
๕. หลวงปู่ไม่แบ่งแยกลูกศิษย์  
          
ด้วยลูกศิษย์หลวงปู่ที่ขยายวงกว้างขวางออกไปมากยิ่งขึ้น ๆ
ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้าน นักธุรกิจ ข้าราชการ ฯลฯ
ไม่ว่าจาก จ. อยุธยา  จ. กรุงเทพฯ หรือจังหวัดใด ๆ เกิดเป็นกลุ่มก้อนและคณะต่าง ๆ
บ้างก็นิยมมาตอนเช้า บ้างนิยมมาตอนสาย
บ้างนิยมมาตอนบ่ายแก่ ๆ บ้างนิยมมาตอนเย็น บ้างนิยมมาตอนค่ำ
ทำเอาหลวงปู่โง่นต้องขออนุญาตทำป้ายกำหนดเวลาที่งดรับแขกในช่วงบ่าย
ซึ่งติดได้ไม่นาน หลวงปู่ก็ให้เอาออก เพราะต้องการเปิดโอกาสให้คนมากราบนมัสการท่านได้โดยสะดวก

แต่ถึงหลวงปู่จะมีลูกศิษย์หลายหมู่หลายคณะ และมากันหลากหลายเวลา
หลวงปู่ก็ไม่เคยกล่าวเปรียบเทียบว่า กลุ่มนั้นดีกว่ากลุ่มนี้
ท่านยินดีในความพร้อมเพรียงกันในการปฏิบัติธรรม
ศิษย์คนใดขวนขวายในการปฏิบัติภาวนามาก ท่านก็จะให้ความเมตตาชี้แนะให้มากเป็นพิเศษ


:::ปฏิปทาหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญข้อ๔:::

 รูปภาพ : เราเป็นศิษย์รุ่นปลายอ้อปลายแขม (อยู่ห่างไกล) และมีความขี้เกียจเป็นปกติ ก่อนที่เราจะไปวัด เราไม่เคยสนใจทำอะไรจริงจังยาวนาน คือเราสนใจทำจริงจังแต่ก็ประเดี๋ยวเดียว เมื่อเราได้ไปวัด ด้วยความอยากเห็น อยากรู้เหมือนที่เพื่อนบางคนเขารู้ เขาเห็น เราจึงพยายามทำ แต่มันไม่ได้ ความพยายามของเราก็เลยลดน้อยถอยลงตามวันเวลาที่ผ่านไป แต่ความอยากของเรามันไม่ได้หมดไปด้วย พอขี้เกียจหนักเข้า เราจึงถามหลวงปู่ว่า

“หนูขี้เกียจเหลือเกินค่ะ จะทำยังไงดี”

เราจำได้ว่าท่านนั่งเอนอยู่ พอเรากราบเรียนถาม 
ท่านก็ลุกขึ้นนั่งฉับไว มองหน้าเรา แล้วบอกว่า

“ถ้าข้าบอกแกไม่ให้กลัวตาย แกจะเชื่อข้าไหมล่ะ”

เราเงียบเพราะไม่เข้าใจที่ท่านพูดตอนนั้นเลย

อีกครั้งหนึ่งปลอดคน เรากราบเรียนถามท่านว่า

“คนขี้เกียจอย่างหนูนี้ มีสิทธิ์ถึงนิพพานได้หรือไม่”

หลวงปู่ท่านนั่งสูบบุหรี่ยิ้มอยู่และบอกเราว่า

“ถ้าข้าให้แกเดินจากนี่ไปกรุงเทพฯ แกเดินได้ไหม”

เราเงียบแล้วยิ้มแห้งๆ ท่านจึงพูดต่อว่า

“ถ้าแกกินข้าวสามมื้อ มันก็มีกำลังวังชา เดินไปถึงได้ 
ถ้าแกกินข้าวมื้อเดียว มันก็พอไปถึงได้แต่ช้าหน่อย 
แต่ถ้าแกไม่กินข้าวไปเลย มันก็คงไปไม่ถึง ใช่ไหมล่ะ”

เรารู้สึกเข้าใจความข้อนี้ซึมซาบเลยทีเดียว 
แล้วหลวงปู่ท่านก็พูดต่อว่า

“เรื่องทำม้งธรรมะอะไรข้าพูดไม่เป็นหรอก 
ข้าก็เป็นแต่พูดของข้าอย่างนี้แหละ”

(อรพินท์) 
จาก หนังสือตามรอยธรรม ย้ำรอยครู หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ
๔. หลวงปู่เป็นผู้มีปฏิสันถารที่ดีแก่ผู้มาเยือน

หลวงปู่จะยิ้มและพูดทักทายกับผู้ที่มากราบท่านอย่างเสมอหน้ากันหมด
ยิ่งถ้าเป็นเด็กหนุ่มสาวสนใจซักถามข้อธรรม ท่านจะสนทนาธรรมด้วยความเมตตายิ่ง

นอกจากนี้ ท่านยังฝึกให้ศิษย์ทุกคนทุกชนชั้นรู้จักสลายทิฏฐิมานะอัตตาตัวตนลง
โดยการให้นั่งรับประทานอาหารที่หลวงปู่ฉันเหลือ
ร่วมกันแบบนั่งกับพื้นเรียงลำดับเป็นแถวยาว
มีกับข้าววางเรียงอยู่ตรงหน้ายาวไปจนสุดแนว
จนไม่รู้สึกว่า ใครสูงใครต่ำ ใครรวยใครจน
ทุกคนเสมอภาคกันหมดในทางธรรม

กับพระสงฆ์องค์เจ้า หลวงปู่ไม่เคยวางตัวชนิดว่าฉันเป็นเจ้าสำนักหรือเป็นผู้มีศักดาใด ๆ
พระรูปไหนมาเยี่ยมเยียน หลวงปู่ก็จะรินน้ำชายื่นให้ฉัน (ดื่ม) เสมอ 
ถ้าเป็นพระที่พรรษามากกว่า หลวงปู่ก็จะลุกขึ้นนั่งกราบ ดังเช่นหลวงปู่บุดดา เป็นต้น 

กับพระสงฆ์บางองค์ที่เหมือนจะรู้ใจกันค่อนข้างดี
เช่นหลวงปู่โง่น โสรโย จ. พิจิตร และหลวงพ่อเป้า เขมกาโม จ. นครสวรรค์ เป็นต้น
เมื่อมาถึงและฉันน้ำชาแล้ว บางทีต่างองค์ต่างก็นั่งเงียบ ๆ ไม่ค่อยได้พูดจาซักถามเท่าใดนัก
ไม่นานก็กราบลากัน

:::ปฏิปทาหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญข้อ๓:::

 รูปภาพ : :: คำสอนหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ ::

“ให้หาพระเก่าให้พบนี่ซิ ของแท้ของดีจริง”

ผู้เขียนเรียนถามท่านว่า “พระเก่า” หมายความว่าอย่างไร

ท่านว่า “ก็หมายถึงพระพุทธเจ้าน่ะซิ 
นั่น ท่านเป็นพระเก่า พระโบราณ พระองค์แรกที่สุด”

จากหนังสือ พรหมปัญโญบูชา
หลวงพ่อดู่ พรหมปัญโญ
วัดสะแก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
๓. หลวงปู่ไม่เทศน์สอนยาว ๆ

เราจะไม่เคยเห็นภาพหลวงปู่นั่งบนธรรมาสน์แสดงธรรมอย่างเป็นทางการ
หรือแม้แต่แสดงธรรมที่ยืดยาวต่อเนื่องเป็นหลาย ๆ สิบนาทีหรือเป็นชั่วโมง ๆ
หลวงปู่ไม่เคยแสดงธรรมยาว ๆ  ท่านพูดถ่อมตัวเสมอ ๆ ว่า
ท่านเป็นพระบ้านนอก ธัมม้งธัมมะอะไรท่านพูดไม่เป็น เทศน์ไม่เป็น
เป็นแต่พูดอย่างของท่าน ตามประสาพระบ้านนอก

ดังนั้น เราจึงพบแต่คำปรารภธรรมสั้น ๆ ที่เป็นข้อคิดสะกิดใจ

สำหรับให้เอาไปคิด ไปตรึกตรองตาม  
ก็จะได้ความเข้าใจที่ลึกซึ้งไปตามลำดับแห่งการเวลา 
และประสบการณ์ทางธรรม  เพราะโอวาทเพียงสั้น ๆ เท่านี้แหละ
แต่ทว่า ๑ ปีให้หลัง หรือ ๕ ปี ๑๐ ปีให้หลัง 

ความเข้าใจและความซาบซึ้งใจย่อมไม่เหมือนเก่า

:::ปฏิปทาแห่งหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ ข้อ๒:::

รูปภาพ : ต้องทำจริง
 

 ในเรื่องของความเคารพครูอาจารย์ และความตั้งใจจริงในการปฏิบัติ หลวงปู่เคยบอกว่า
 “การปฏิบัติ ถ้าหยิบจากตำราโน้นนี้ (หรือ) แบบแผนมาสงสัยถาม มักจะโต้เถียงกันเปล่า โดยมากชอบเอาอาจารย์โน่นนี่ว่าอย่างนั้น อย่างนี้มา
 การปฏิบัติให้รู้ธรรม เห็นธรรม ต้องทำจริง จะได้อยู่ที่ทำจริง
 
 ข้าเป็นคนมีทิฏฐิแรง เรียนจากครูบาอาจารย์นี้ ยังไม่ได้ผลก็จะต้องเอาให้จริงให้รู้ ยังไม่ไปเรียนกับอาจารย์อื่น ถ้าเกิดไปเรียนกับอาจารย์อื่นโดยยังไม่ทำให้จริงให้รู้ ก็เหมือนดูถูกดูหมิ่นครูอาจารย์”
๒. หลวงปู่สอนเน้นหนักลงที่การปฏิบัติให้มาก และไม่ให้มากพิธีรีตอง           

ทุกครั้งที่ใคร ๆ ไปกราบหลวงปู่ หลวงปู่ก็สอนเน้นหนักไปที่จุดเดียวนั่นก็คือ "การภาวนา" 
ได้แก่ การทำสมาธิ การหมั่นดูจิต รักษาจิต การหมั่นพิจารณา ฯลฯ
พิธีรีตองอะไรที่วุ่น ๆ วาย ๆ ไม่ต้องพูดถึง
แค่จะพับดอกบัวใส่แจกัน ท่านก็ยังแนะให้ไม่ต้องพับจะดีกว่า ปรุงแต่งให้มันน้อยที่สุด

เรื่องการกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลก็เหมือนกัน
ท่านเน้นที่การตั้งจิตตั้งใจ มากกว่ารูปแบบภายนอก 
ดังนั้น จึงไม่ต้องลำบากหาแก้วหาน้ำ หลวงปู่นิยมให้ใช้วิธีกรวดแห้ง
คือ ให้ตั้งใจแผ่เมตตาผ่านการทำจิตให้เป็นสมาธิ แทนการกรวดน้ำ

นอกจากนี้ สำหรับคนที่ชอบการสะเดาะเคราะห์ หลวงปู่ก็ไม่มีพิธีรีตองอะไรให้
จึงไม่พ้นมาลงที่ การทำบุญและนั่งกรรมฐานภาวนา แผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวรแทน
ท่านให้ห่างสำนักทรง หรือพิธีสะเดาะห์เคราะห์ที่มักหลอกให้คนกลัว
แล้วก็เสียเงินเสียทองกับพิธีรีตองอะไรต่อมิอะไรรุงรังไปหมด
จนไม่รู้ว่าเป็นพุทธัง ธัมมัง สังฆัง สรณังคัจฉามิ
หรือจะเป็นเทพเทวาสรณังคัจฉามิ หรือจะเป็นพิธีกรรมสรณังคัจฉามิ

เพราะเหตุที่ท่านเน้นหนักที่การปฏิบัติ ดังนั้นท่านจึงให้ระวังว่า
"ความรู้จำ" จากการอ่านการฟัง   อาจจะมาบัง "ความรู้จริง" จากการปฏิบัติได้
หลวงปู่ท่านให้ใช้ความพินิจพิจารณาสิ่งรอบตัวให้มาก แทนการอ่านหนังสือธรรมะ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพิจารณาตัวเกิด แก่ เจ็บ ตาย
จากโรงเรียนที่ยอดเยี่ยมที่สุดแห่งหนึ่งนั่นก็คือ โรงพยาบาล